Your Everyday Smile #ดูแลผิวฟันให้เหมือนดูแลผิวกาย

ฟันขาวสุขภาพดีเริ่มได้ ด้วยการเลือก ยาสีฟัน ให้เป็น

 

 

ยาสีฟัน (toothpaste)

ถือเป็นของใช้ประจำบ้านที่ขาดไม่ได้ เป็นปราการด่านแรกของการดูแลสุขภาพในช่องปาก ปัจจุบันที่มียาสีฟันหลายสูตร หลากรูปแบบเพื่อตอบสนองการแก้ปัญหาสุขอนามัยในช่องปากได้มากขึ้น ฉะนั้นการเลือกยาสีฟันที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งโดยทั่วไปเนื้อยาสีฟันจะมี 3 แบบคือ

 

1.ยาสีฟันแบบผง จะมีลักษณะเป็นผง เนื้อค่อนข้างหยาบ ซึ่งยาสีฟันที่มีลักษณะผงหยาบจะช่วยขจัดคราบจุลินทรีย์ที่ฟันได้ดีกว่าผงละเอียด แต่ถ้าใช้ติดต่อกันนานอาจส่งผลให้ผิวเคลือบฟันสึกจนเสียวฟันได้

 

2.ยาสีฟันแบบเจล เป็นเจลเนื้อละเอียด ใช้ได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้ผิวเคลือบฟันสึกกร่อน ส่วนใหญ่จะเป็นยาสีฟันเฉพาะสำหรับผู้มีอาการเสียวฟัน

 

3.ยาสีฟันแบบครีม จะมีเนื้อครีมนุ่ม ละเอียด ไม่ทำให้ผิวเคลือบฟันสึกกร่อนง่าย ถือเป็นยาสีฟันแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

 

นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกที่ต่างกันแล้ว องค์ประกอบในยาสีฟันก็มีมากมายหลายสูตร แต่โดยพื้นฐานยาสีฟันจะมีสารประกอบที่คล้ายกัน คือ

 

  • สารทำความสะอาด ที่ทำให้เกิดฟองขณะแปรงฟัน เช่น โซเดียมลอริลซาโครซิเนต (Sodium Lauryl Sarcosinate) โซเดียมลอริลซัลเฟต (Sodium Lauryl Sulfate
  • สารขัดถู ที่ทำหน้าที่ขจัดคราบต่าง ๆ และแคทีเรียบนผิวฟัน เช่น แมกนีเซียมคาร์บอเนต (Magnesium Carbonate) แคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium Carbonate) เกลือฟอสเฟต (Phosphate Salts)
  • ฟลูออไรด์ (Fluoride) สารสำคัญที่ช่วยป้องกันฟันผุ เคลือบผิวฟันให้แข็งแรงขึ้น
  • สารรักษาความชุ่มชื้น ที่ช่วยให้เนื้อยาสีฟันไม่แห้ง มีความชุ่มชื้นตลอดอายุการใช้งาน เช่น กลีเซอรอล (Glycerol) ซอร์บิทอล (Sorbitol)
  • สารเพิ่มความข้นหนืด ที่ช่วยให้ยาสีฟันจับตัวเป็นเนื้อเดียวกัน เช่น สารสกัดจากสาหร่ายทะเล สารแขวนลอยแร่ธาตุ (Mineral Colloids) เส้นใยเซลลูโลสสังเคราะห์
  • สารแต่งกลิ่นและรส ที่ไม่ทำให้ฟันผุ เช่น แซกคารีน (Saccharin) และกลิ่นสังเคราะห์อย่าง มินต์ สตรอว์เบอร์รี่ องุ่น เป็นต้น

 

 

จากที่รายละเอียดข้างต้นแสดงให้เห็นว่า การเลือกยากสีฟันที่ดีจะช่วยให้สุขภาพช่องปากของเราดีขึ้นได้ ฉะนั้นเราควรพิจารณาเลือกซื้อยาสีฟันที่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และเหมาะสมกับตัวเราดังนี้

 

  1. ควรเลือกยาสีที่เป็นเนื้อครีม หรือผงละเอียดมากกว่าเนื้อหยาบ เพื่อจะได้ไม่ทำให้เคลือบฟันสึกกร่อนง่าย
  2. ถ้าหลอดยาสีฟันมีข้อมูลละเอียด ให้เลือกยาสีฟันที่มีค่า 5.5 - 10.5 และมีฟลูออไรด์ 500 - 1500 ppm.
  3. ได้รับการรับรองจาก อย. (สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา) หรือ มอก. (สำนักงานคณะกรรมการมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย)
  4. ตรวจสอบ วัน เดือน ปีที่ผลิตว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่หมดอายุ (ไม่ควรผลิตมาเกิน 3 ปี)
  5. เลือกใช้ยาสีฟันให้ถูกวัตถุประสงค์ ดังนี้

5.1 ผสมฟลูออไรด์ เหมาะสำหรับคนทุกวัย ป้องกันฟันผุได้ 20% - 40 % (สูตรที่มีฟลูออไรด์

เข้มข้น 1,000 ส่วนในล้านส่วน (ppm.) ป้องกันได้ดีกว่าสูตรที่มีฟลูออไรด์ 500 ppm.)

 

  • ยาสีฟันสมุนไพร ส่วนใหญ่ไม่มีฟลูออไรด์ ป้องกันฟันผุไม่ได้ แต่มีดีเรื่องอื่น เช่น ช่วยลดการอักเสบของเหงือก

  • ลดการเสียวฟัน คนที่ผิวฟันสึก เหงือกร่น มักมีปัญหาเสียวฟัน ควรใช้ยาสีฟันที่มีสาร สตรอนเทียมคลอไรด์ (strontium chloride) โปตัสเซี่ยมไนเตรท (potassium nitrate) โซเดียมซิเตรท (sodium citrate) หรือ อาร์จีนีนไบคาร์บอเนต (arginine bicarbonate) ที่ช่วยลดอาการเสียวฟันได้ ถ้าใช้ติดต่อกัน 2 สัปดาห์ขึ้นไป

 

  • ยาสีฟันควบคุมหินปูน จะเป็นยาสีฟันที่มีสารเสริม ไพโรฟอสเฟต (pyrophosphates) ไตรโคลซาน (triclosan) ซิงก์ซิเตรท (zinc citrate) ที่จะใช้ควบคุมการเกิดหินปูนอย่างได้ผลเมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าใช้นานเกินไปอาจมีผลข้างเคียงคือ เสียวฟัน หรือเกิดการแพ้ยาสีฟันได้

 

  • ยาสีฟันทำให้ฟันขาว มีให้เลือก 2 ประเภท คือ

- มีส่วนผสมของสารฟอกสีฟัน ได้แก่ คาร์บาไมด์เปอร์ออกไซด์ (Carbamide peroxide) ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen peroxide) ที่ช่วยช่วยฟอกฟันขาวได้ แต่มักขายในร้านขายยา และควรปรึกษาทันตแพทย์ก่อนใช้

 

- มีผงขัดหยาบ หรือมีสารที่ช่วยทำให้คราบสีบนผิวฟันหลุดลอกไปได้ ทำให้ฟันขาวสะอาดขึ้น แต่ยาสีฟันประเภทนี้ไม่ควรใช้ประจำ เพราะทำให้ผิวเคลือบฟันสึกกร่อนได้

 

หลังจากเลือกยาสีฟันที่เหมาะสมแล้ว ยังมีข้อควรระหวังคือ ถ้าใช้ยาสีฟันตัวไหนแล้วเกิดอาการ ผดผื่นหรือสิวขึ้นรอบปาก แห้งคันที่มุมปาก ริมฝีปากแตก ระคายเคือง จนถึงขั้นปากบวมแดง รอบปากอักเสบ ต้องหยุดใช้ทันที เพราะแสดงว่าคุณแพ้ยาสีฟันตัวนั้น ควรรีบไปพบแพทย์แล้วเปลี่ยนไปใช้ยาสีฟันตัวอื่นดีที่สุด